กำลังโหลดข้อมูล กรุณารอสักครู่ ...
ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 9    ฝางใต้  ปฎิทินกิจกรรม     facebook  Gmail     หน้าแรก
 
คลังความรู้
   อาหารและสารอาหาร
   กระรอกรอบรู้
   เด็กกับมือถือ อันตรายหรือไม่?
    ประจุไฟฟ้าอิสระ
   คุณภาพของน้ำดื่ม
 
เอกสาร คู่มือ ประกอบการอบรม
    เอกสารอบรมเรื่องaaa
    เอกสารอบรมเรื่องbbbb
    เอกสารอบรมเรื่องccc
    document 001
    document 002
Breaking News
  Latest News
 
News Online

ไทยรัฐ | เดลินิวส์ | มติชน| คม ชัด ลึก| ข่าวสด เนชั่นแนล Geographic | ห้องสมุดรอบโลก | สวทช. ธรรมะไทย | พระไตรปิฎกออนไลน์ | ลานธรรมเสวนา
ธรรมะจักร | กัลยาณมิตร | พระธรรมกาย วิชาการ.คอม | ทรูปลูกปัญญา | สสส.| รักบ้านเกิด.

 
 
 

กระรอกรอบรู้

ทุ่งหญ้าและป่าใหญ่ข้างหมู่บ้าน แห่งหนึ่งเต็มไปด้วยไม้ดอก ไม้ผล ใหญ่น้อยนานานพันธุ์ ที่นี่มีกระรอก หลายครอบครัวอาศัยต้นไม้อยู่เป็นบ้าน เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านกระรอกเลยทีเดียว แต่ละครอบครัวก็มีทั้งพ่อ แม่และ ลูก ๆ กระรอก

ในหมู่บ้านกระรอกแห่งนี้มีกระรอกเฒ่าหนวดขาวอยู่ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว อาศัยอยู่ตัวเดียวในโพรงต้นมะม่วง ไม่มีใครเคยเห็นครอบครัวของกระรอกเฒ่าเลย กระรอกเด็ก ๆ ต่างพากันเรียกระรอกเฒ่าตัวนี้ว่า “คุณปู่หนวดยาว” กระรอกเด็ก ๆ ในป่าแห่งนี้ชอบมาพูดคุยกับคุณปู่หนวดยาว เพราะว่าคุณปู่หนวดยาวใจดีและมักจะมีเรื่องเล่าให้กระรอกเด็ก ๆ ฟังเสมอ

ทุก ๆ เช้าคุณปู่หนวดยาวจะมานั่งอยู่บนขอนไม้ใหญ่ใต้ต้นมะม่วงป่าที่มีผลสุกร่วงอยู่เต็มพื้น กระรอกเด็ก ๆ ชอบมาวิ่งเล่นและเก็บผลไม้กินกัน

เช้าวันที่มีอากาศแจ่มใส เจ้ากระรอกน้อยหางแดงช่างสงสัยวิ่งไล่กับกระรอกหางเทาจนเหนื่อย จึงมาเก็บมะม่วงกินบนต้นมะม่วงที่คุณปู่หนวดยาวนั่งอยู่ นกปรอด ตัวหนึ่งก็กำลังจิกผลมะม่วงสุกกินอยู่บนกิ่งไม้เหนือเจ้ากระรอกขึ้นไป ใกล้ ๆ กันก็มีมดแดงกำลังเดินเข้าแถวผ่านไปมา เจ้ากระรอกหางแดงทำท่าฉงนแล้วฉุกคิดว่า

คำศัพท์ : นกปรอด เป็นนกที่หากินบนต้นไม้ ปากเรียวแหลมสีดำ ปลายปากโค้งเล็กน้อย และมีขนสั้นแข็งบริเวณโคนปาก คอสั้น ลำตัวเพรียว ปีกสั้น หางยาว หลายชนิดมีหงอนสั้น ๆ ส่วนใหญ่มีเสียงแหลมไพเราะ มักพบอยู่รวมกันมีหลายชนิดเช่น นกปรอดเหลืองหัวจุก นกปรอดหัวโขน นกปรอดสวน เป็นต้น

 “โลกนี้มีสัตว์ต่าง ๆ มากมายจริง ๆ ทำไมกระรอกอย่างเราถึงบินไม่ได้เหมือนนก แต่คิด ๆ ไปนกก็วิ่งไม่เร็วเท่าเรา แล้วทำไมมดต้องเดินเข้าแถว”
 เจ้าหางแดงเก็บความสงสัยไว้ แล้ววิ่งไต่กิ่งไม้ลงมาหาคุณปู่หนวดยาว พลันร้องเรียก
 “เจ้าคุณปู่หนวดยาว....คุณปู่หนวดยาว คุณปู่ทราบไหมว่ากระรอกอย่างเรา นกปรอดแล้วก็มดเจ้าระเบียบเนี่ยเกิดมาได้อย่างไร” เจ้าหางแดงถามคุณปู่
“กว่าจะมาเป็นกระรอกอย่างเราเนี่ยนะ ต้องย้อนเวลาไปถึง 4,600 ล้านปีก่อนโน้น”
 “โอ้โฮ 4,600 ล้านปีเนี่ยนานมั๊ยครับ คุณปู่หนวดยาว”
 “นานมากเลยล่ะ หลายเอ๊ย...”

เรื่องมีอยู่ว่า....นานมาแล้วประมาณ 4,600 ล้านปี โลกกลม ๆ ของเราใบนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดเกิดขึ้นมาเลย จะมีก็แต่น้ำ ดิน ทราย มีความร้อนระอุ และมีก๊าซต่าง ๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนโตรเจน ต่อมาบางส่วนของก๊าซเหล่านี้ก็สามารถรวมตัวกัน

คำศัพท์ : ร้อนระอุ หมายถึงร้อนมาก ,ร้อนทั่ว
คาร์บอนไดออกไซด์ : คือ แก๊สชนิดหนึ่ง ไม่มีสี เกิดจากการเผาไหม้โดยสมบูรณ์ของธาตุคาร์บอน หรือสารอินทรีย์ เป็นแก๊สหนักกว่าอากาศและไม่ช่วยการเผาไหม้ จึงใช้ประโยชน์ในการดับเพลิง และใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มอัดลม เช่น น้ำโซดา น้ำหวาน ใช้ทำน้ำแข็งแห้ง เป็นตัวทำความเย็น
มีเทน : คือ สารประกอบอินทรีย์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นแก๊ส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไวไฟ ปรากฎในที่ซึ่งมีสารอินทรีย์ผุพังเน่าเปื่อย ในบ่อถ่านหินในแก๊สธรรมชาติ ประโยชน์เป็นแก๊สเชื้อเพลง และใช้ในอุตสาหกรรมสังเคราะห์โปรตีน
แอมโมเนีย : สารประกอบอนินทรีย์ชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นแก๊ส ไม่มีสี กลิ่นฉุน ละลายน้ำได้ดี ใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมทำปุ๋ย กรดไนตริก ใยสังเคราะห์ ใช้เป็นตัวทำความเย็น
ไนโตรเจน : ลักษณะเป็นแก๊ส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่ไวต่อปฏิกิริยาเคมี มีปรากฎอยู่ประมาณร้อยละ 80 ในบรรยากาศ ธาตุนี้มีความสำคัญยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต โดยเป็นองค์ประกอบสำคัญของโปรตีนและกรดนิวคลิอิก

เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กที่สุด ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ซึ่งเรียกว่า “เซลล์” เซลล์มากมายรวมกันอยู่แล้วพัฒนาไปเป็น “จุลินทรีย์”
จุลินทรีย์มีสารพิเศษที่สามารถเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นอาหารได้ แล้วยังทำให้เกิดก๊าชออกซิเจนหรืออากาศที่เราหายใจอยู่ทุกวันนี้ และเมื่อเวลาผ่านไป ๆ เจ้าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เหล่านี้ก็พัฒนาตัวเองขึ้นทุกวัน เปลี่ยนแปลงรูปลักษณะไป และซับซ้อนมากขึ้น ๆ จนกลายเป็นพืชและสัตว์

คำศัพท์ : เซลล์ คือ หน่วยชีวิตที่เล็กที่สุด
จุลินทรีย์ : คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

จากนั้นสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกก็วิวัฒนาการเป็นพืชและสัตว์ เริ่มมีปลา หอย และสัตว์เลื้อยคลาน เมื่อประมาณ 300-400 ล้านปี
และในเวลาต่อมามีสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกก็มีการพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ในยุคของไดโนเสาร์ที่มีทั้งพวกบินได้ พวกที่อาศัยอยู่ในน้ำและบนบก จนกระทั่งเมื่อ 65 ล้านปีมานี้เอง พวกไดโนเสาร์จึงได้สูญพันธุ์ไป หลังจากนั้น ก็มีสิ่งมีชีวิตมากมายหลากหลายชนิดเกิดขึ้นบนโลกกลม ๆ ใบนี้ รวมทั้งมนุษย์ด้วย

“โลกกลม ๆ เหมือนมังคุด ที่เราเก็บกินหรือเปล่าคะ” เจ้ากระรอกน้อยหางเทาเอ่ยถามบ้าง 
 “ก็คล้าย ๆ แบบนั้นแหละ แต่ถ้าอยากรู้ว่าโลกกลมแบบไหนนะ คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ก่อนเข้านอนก็ให้พวกหลาน ๆ แหงนดูพระจันทร์ โลกก็กลมแบบพระจันทร์เต็มดวง่นั้นแหละ” คุณปู่หนวดยาวตอบ
 “เช้าวันใหม่กระรอกเด็ก ๆ ต่างรีบตื่นขึ้นมา และมาหาคุณปู่หนวดยาวที่ขอนไม้ใหญ่ เพื่อแข่งกันเล่าถึงพระจันทร์วงกลม ๆ ที่เมื่อคืนได้สังเกตดูกัน
 “คุณปู่....คุณปู่หนวดยาว พวกเราเห็นพระจันทร์ดวงกลม ๆ แล้ว สวยจริง ๆ เลย”
 “อืม...ข้าก็เห็น ข้าชอบดูพระจันทร์ตอนเต็มดวงมาก แต่วันนี้ข้าจะเล่าเรื่องพระอาทิตย์ให้พวกเจ้าฟัง”
 กระรอกน้อยหางแดงและหางเทาต่างตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่คุณปู่หนวดยาวกำลังจะเล่าต่อไป...
 “โลกของเราประกอบด้วย 2 สิ่ง ก็คือสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต ส่งไม่มีชีวิต เช่นแสงแดดของพระอาทิตย์ ความชื้น ลม น้ำ ดิน อากาศ และหิน เป็นต้น สิ่งมีชีวิตก็คือทุกสิ่งที่ต้องหายใจและกินอาหารถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ เช่น กระรอกอย่างเรา เจ้านกปรอดตัวนั้น ต้นไม้ หญ้า สัตว์ทุกชนิด มนุษย์ในหมู่บ้านข้าง ๆ ป่าแห่งนี้ รวมถึงจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 

“แสงอาทิตย์นี่แหละที่ให้พลังงานแก่พืช พลังงานแสงแดดนี้มีความสำคัญมาก พวกเจ้าลองสังเกตดูซิ พืชที่มีร่มเงาบังหรือได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ก็ไม่ค่อยเจริญเติบโตเท่าที่ควร แต่ถ้าพืชอยู่ในที่โล่งแจ้ง ได้รับพลังงานแสงแดดมากกว่าก็จะเจริญเติบโตได้เร็วกว่า”
 “เมื่อพืชได้รับแสง น้ำ และธาตุอาหารในดิน ก็จะสังเคราะหืแสงด้วยคายก๊าชออกซิเจนออกมาจากใบ ทำให้กระรอกอย่างเรามีอากาศหายใจ พืชก็เติบโตออกดอกออกผลมา เป็นอาหารของพวกเราอีกด้วย เห็นไหมว่าถ้าไม่มีต้นไม้ และแสงอาทิตย์ พวกเราคงแย่แน่ๆ เลย”
 “ถ้าโลกนี้มีแต่กระรอกอย่างพวกเราเท่านั้นก็ดีซิคุณปู่ จะได้ไม่มีใครมาแย่งกินมะม่วงบนต้นนี้”
เจ้าหางเทาออกความคิดแบบเด็ก ๆ

แต่คุณปู่หนวดยาวบอกว่า “บนโลกของเรานี้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ได้โดยลำพัง หรือเพียงชนิดเดียวหรอกหลายเอ๊ย เพราะสัตว์อย่างพวกเรา และก็พวกมนุษย์ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ กระรอกต้องพึ่งพาลูกไม้เป็นอาหาร อาศัยต้นไม้อยู่ หายใจด้วยอากาศที่ต้นไม้คายออกมา...

เจ้าเห็นหนอนตัวนั้นไหม ที่กำลังกินใบมะม่วงอ่อน หนอนก็ต้องกินใบไม้เป็นอาหาร แล้วเจ้านกกางเขนก็ต้องกินหนอนเป็นอาหารอีกทีหนึ่ง สัตว์และต้นไม้บนโลกนี้ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกัน แบ่งปันกัน และก็แก่งแย่งอาหารกันเองด้วยนั่นแหละ

หากเจ้ามองลงไปในทุ่งหญ้าข้างคูน้ำ ที่มีเจ้าหนูนาพวกนั้น ทุกวันเราจะเห็นหนูถูกเหยี่ยวโฉบกินอยู่เป็นประจำในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนมันก็ต้องผวาซ่อนให้มิดชิด ไม่เช่นนั้นอาจถูกนกเค้าแมวจับไปกินเช่นกัน เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็กในหนองน้ำ ปลาก็ถูกมนุษย์กินอีกทีหนึ่ง

สิ่งมีชีวิตบนโลกจึงเป็นทั้งผู้บ่า และผู้ถูกล่าในเวลาเดียวกัน สิ่งมีชีวิตจะกินต่อกันเป็นทอด ๆ เป็นลำดับขั้นเรียกว่า “ห่วงโซ่อาหาร” เช่น กวางกินหญ้า เสือกินกวาง เสือตายเน่าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยเป็นอาหารแก่หญ้า”

คำศัพท์ : ห่วงโซ่อาหาร เมื่อสิ่งมีชีวิตหนึ่งกินสิ่งมีชีวิตหนึ่งเป็นอาหารแล้ว ก็อาจถูกสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ กินเป็นอาหารต่อไปอีก ซึ่งเป็นการกินต่อเป็นทอด ๆ เช่น หนอนกินผัก ลูกไก่กินหนอน นกเหยี่ยวกินลูกไก่ นกเหยี่ยวตายแล้วย่อยสลายกลายเป็นดิน ซึ่งมีธาตุอาหารของพื้ชผักต่อไป

“คุณปู่หนวดยาวครับ แล้วทำไมพวกเราถึงกินผลไม้ละครับ ไม่เหมือนพวกเจ้าหมาป่าเลยที่กินสัตว์เป็นอาหาร” กระรอกตัวจ้อยชักสงสัย
 “เป็นคำถามที่ดีมากเลยล่ะ เพราะว่าห่วงโซ่อาหารนั้นแบ่งเป็นผู้ล่ากับผู้ถูกล่า หรือผู้ผลิตกับผู้บริโภค กินต่อกันเป็นทอด ๆ เป็นลำดับขั้น ต่างก็เป็นผู้หาอาหารและก็เป็นอาหารของสัตว์อื่นด้วย พืชจึงเรียกได้ว่าเป็นผู้ผลิต เป็นอาหารของสัตว์มากมาย แล้วกระรอกที่กินพืชอย่างเราก็เรียกว่าผู้บริโภค สัตว์กินอาหารต่างกั้น บางชนิดกินพืช บางชนิดกินสัตว์เป็นอาหาร เพราะสัตว์ในโลกนี้ ธรรมชาติสร้างมาให้มีลำดับขั้นมากมาย...

ผู้ผลิตกับผู้บริโภคแบ่งเป็นระดับขั้นได้ ดังนี้
ผู้ผลิต คือ พืช ที่ใช้แสงแดด น้ำ และธาตุอาหาร ในดินสร้างความเจริญเติบโต
ผู้บริโภคขั้นที่ 1 คือ สัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร เช่น แมลง หนอน เต่า กระต่าย กระรอก ช้าง ยีราฟ วัว ควาย เป็นต้น
ผู้บริโภคขั้นที่ 2 คือ สัตว์ที่กินสัตว์ด้วยกันเป็นอาหาร เช่น เสือ หมาป่า จระเข้ งู และเหยี่ยว เป็นต้น
“คุณปู่หนวดยาว แล้วพวกมนุษย์ในหมู่บ้านข้าง ๆ ป่าเราล่ะ ก็เห็นกินพืชและกินสัตว์นะ”
“มนุษย์กินทั้งพืชและสัตว์ ในทุกระดับของห่วงโซ่อาหาร พวกสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร ถือเป็นผู้บริโภคขั้นที่ 3
ส่วนผู้บริโภคขั้นสุดท้าย เป็นผู้ย่อยสลาย คือ จุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ พวกนี้จะกินทั้งซากพืชและซากสัตว์ที่ล้มตายแล้วเป็นอาหาร ช่วยย่อยสลายให้กลายเป็นปุ๋ยในดิน ให้ต้นไม้ดูดไปเป็นอาหารสร้างความเจริญเติบโตออกดอกออกผลให้เรากินกันอีกที วนเวียนอยู่อย่างนี้นั่นแหละ”

คำศัพท์ : ธาตุอาหาร สิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เกิดจากการย่อยสลายของอินทรีย์วัตถุและอนินทรีย์วัตถุ ธาตุอาหารหลักที่จำเป็นสำหรับพืช ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซี่ยม (K)
ผู้ย่อยสลาย : สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ พวกจุลินทรีย์ ส่วนใหญ่ได้แก่ บัคเตรี เห็ด รา ยีสต์ พวกนี้ไม่สามารถปรุงอาหารเองได้ จึงต้องอาศัยซากของสิ่งที่มีชีวิตต่าง ๆ ภายในดิน กลุ่มผู้ย่อยสลายเหล่านี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนสารอินทรีย์เป็นสารอนินทรีย์ที่พื้ชต้องการได้

 “เจ้ากระรอกน้อยเอ๋ย พวกเจ้าลองสังเกตกันดูซิว่า รอบ ๆ ตัวเจ้านี้มีอะไรบ้าง” คุณปู่หนวดยาวทดสอบความช่างสังเกตของกระรอกน้อย
 “มีต้นมะม่วง มีหญ้า มีหิน มีท้องฟ้า มีหนอน มีพื้นดิน และมีเถาวัลย์ที่พันต้นมะม่วงอยู่” กระรอกหางเทาชิงตอบเป็นตัวแรก
 “มีมดแดง มีแมลงหวี่กินมะม่วงสุก มีนกที่ชอบมาแย่งมะม่วงเรากิน มีน้ำค้างตอนเช้า ๆ มีแสงอาทิตย์แล้วก็บางวันก็มีฝนตก แล้วก็มีพระจันทร์ดวงกลมโต” เจ้าหางแดงไม่ยอมน้อยหน้าทำท่าภูมิใจที่ตอบได้มากกว่า
“เจ้าตอบถูกทั้งสองตัวเลย พวกเจ้าจำไว้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆ ตัวเจ้าเรียกว่า “ระบบนิเวศ” ทั้งที่เป็นสัตว์และต้นไม้ จุลินทรีย์ผู้ย่อยสลายในดิน คือ สิ่งมีชีวิต รวมทั้งสิ่งไม่มีชีวิต อย่างดิน หิน น้ำ ท้องฟ้า แสงแดดด้วย...

คำศัพท์ : ระบบนิเวศ เป็นระบบของสิ่งมีชีวิตซึ่งอยู่ได้ด้วยตัวเองและมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่โดยรอบ

 ในแต่ละที่ก็จะมีสิ่งแวดล้อมและแหล่งอาหารคือต้นไม้และสัตว์ต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน สัตว์แต่ละชนิดก็เลือกแหล่งที่อยู่เหมาะสมต่างกันไป”
 “แล้วระบบนิเวศมีอยู่ที่ไหนบ้างล่ะคะ” เจ้าหางเทาเริ่มสงสัย
 “ระบบนิเวศมีอยู่ทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง รอบ ๆ ตัวเจ้า ข้าอายุมากแล้วและได้เดินทางไปในหลายที่ เดี๋ยวข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟังเพราะนอกจากทุ่งหญ้าและป่าไม้ที่เราอาศัยอยู่แล้ว ยังไม่อีกหลาย ๆ ที่ ซึ่งพวกเจ้าไม่เคยเห็น เช่นสระน้ำ กลางทุ่งนา และในป่าดงดิบ..

สระน้ำเล็ก ๆ สระหนึ่งก็คือระบบนิเวศหนึ่งระบบ สระน้ำบางแห่งจะมีพืชและสัตว์เป็นจำนวนมาก ส่วนสัตว์ต่าง ๆ ก็มีมาก เช่น มีแมลงบินโฉบเฉี่ยวคอยกินพืชน้ำ มีกบ เขียด อาศัยอยู่ บนใบบัว คอยดักจับแมลงที่บินผ่านเป็นอาหาร

พวกพืชก็จะมีอยู่ทั้งใต้น้ำ และลอยน้ำอยู่ เช่น สาหร่าย หรือบัวจะเติบโตได้ต้องหยั่งรากลงไปในดินโคลนใต้น้ำ แตกกิ่งใบออกมาเป็นที่วางไข่ และหลบภัยของลูกปลา พืชน้ำเหล่านี้ยังทำหน้าที่ผลิตออกซิเจนให้กับสัตว์น้ำได้มีอากาศหายใจ และมีชีวิตอยู่ได้...

เมื่อลูกปลาโตขึ้นก็จะกินลูกน้ำและแพลงก์ตอนที่มีอยู่มากมายในน้ำเป็นอาหาร ส่วนขี้ปลาที่ถ่ายออกมาก็จะมีสัตว์จำพวกหอยคอยเก็บกวาดทำความสะอาดอยู่เสมอ แต่เมื่อไหร่ที่สระน้ำตื้นขืน น้ำแห้งลงจนไม่มีน้ำอยู่ในสระเลย สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็จะไม่มีแหล่งที่อยู่ และตายไปในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างในสระน้ำล้วนเกื้อกูลกันและกัน ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า ระบบนิเวศในสระน้ำ”

กระรอกน้อยสองตัวฟังคุณปู่หนวดยาวเล่าเรื่องกันเพลินทีเดียว
 “อยากไปดูในสระน้ำบ้างจังเลยครับคุณปู่ ที่สระน้ำต้องมีต้นไม้กับสัตว์แปลก ๆ ที่ไม่เหมือนแถวป่าที่เราอยู่นี้ใช่ไหมครับ” กระรอกน้อยอยากรู้อยากเห็นเมื่อได้ฟังเรื่องราว 
 “ถูกต้องแล้ว แต่พวกเราต้องระวังตัวให้มาก เพราะอย่าลืมว่ากระรอกอย่างเราเนี่ยว่ายน้ำไม่เก่งนะ เจ้าควรไปคอยเฝ้าสังเกตจากบนต้นไม้ใหญ่ ต้นที่อยู่ใกล้สระน้ำมากที่สุดก็แล้วกัน”
 “อีกแห่งหนึ่งที่ปู่จะเล่าให้ฟังก็คือ ป่าดงดิบ ก็คล้าย ๆ กับป่าแถวบ้านเรานี่แหละ แต่มีต้นไม้หนาแน่นและสัตว์ป่ามากกว่า...
 ...ในป่าดงดิบเป็นบ้านของสัตว์นานาชนิด จะมีต้นไม้ใหญ่ ๆ มีไม้พุ่ม และไม้คลุมดิน มีเถาวัลย์และไม้เลื้อยอยู่มากมายพันอยู่กับต้นไม้อื่น ๆ รวมกันอยู่อย่างหนาแน่น ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมีความสำคัญต่อสัตว์ต่าง ๆ อย่างมาก เหมือนต้นมะม่วงต้นนี้เพราะว่า
 ใบไม้ เป็นอาหารของสัตว์ที่กินใบไม้เป็นอาหาร เช่น ช้าง กวาง หนอน บุ้ง และใบไม้ยังเป็นบ้าน เช่น มด ชอบห่อใบไม้ทำเป็นรัง ผึ้ง แตน ต่อ ก็ทำรังบนกิ่งไม้ งูก็อาศัยอยู่บนกิ่งไม้ ลิง และกระรอกอย่างพวกเรา ก็ต้องอาศัยต้นไม้เป็นบ้านเหมือนกัน

คำศัพท์ : ป่าดงดิบ เป็นป่าที่มีอยู่ทั่วไปในเขตร้อน ฝนชุก เป็นป่ารกทึบ ซึ่งมีพรรณไม้ใบสีเขียวชอุ่มตลอดปี ไม่ผลัดใบ

เกสรดอกไม้ เป็นแหล่งน้ำหวานของผึ้ง ผลไม้เป็นอาหารของสัตว์ต่าง ๆ
เถาวัลย์และไม้เลื้อย เป็นทางเดินที่สำคัญของพวกสัตว์ต่าง ๆ เช่น มด แมลงต่าง ๆ และสัตว์เลื้อยคลาน เช่น กิ้งก่า ส่วนพื้นดิน หิน ทราย นั้นถือเป็นบ้านของต้นไม้อีกทีหนึ่ง เพราะในดินเป็นแหล่งอาหารเก็บความชุมชื้นของน้ำ เป็นที่ยึดเหนี่ยวรากให้ต้นไม้ยืนต้นและเติบโตได้ นอกจากนี้ในดินยังเป็นที่อยู่ของมด ปลวก โพรงของหนู และกระต่าย รวมทั้งพวกจุลินทรีย์ผู้ทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ที่ตายไปด้วย

ต้นไม้และพืชพันธุ์จำนวนมากเมื่ออยู่รวมกัน และได้รับแสงอาทิตย์ ก็จะช่วยกันผลิตออกซิเจนให้สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้หายใจ คลายความร้อนออกมาจากใบเป็นหยดน้ำทำให้อากาศเย็นฉ่ำ มีความชุ่มชื้นกลายเป็นต้นน้ำ เมื่อหยดน้ำรวมกันมาก ๆ เข้า ก็จะไหลสู่ที่ต่ำรวมกันเป็นสายน้ำ เป็นแหล่ง่น้ำให้สัตว์ได้ดื่มกิน และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ แล้วสัตว์ต่าง ๆ ในป่าดงดิบก็จะมีห่วงโซ่อาหารของทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่า เหมือนกับที่อื่น ๆ เช่น มีกวางที่แทะเล็มใบไม้เป็นอาหาร แล้วก็มีเสือคอยจับกวางกินเป็นอาหารอีกทอดหนึ่ง เป็นต้น
 ทุกสิ่งที่อยู่ร่วมกันในป่าล้วนมีความเกี่ยวพันกัน พึ่งพาอาศัยกันและกัน เป็นระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนมากกว่าที่อื่น ๆ”
 “คุณปู่หนวดยาวเล่าเรื่องป่ามาตั้งนาน แล้วคุณปู่หนวดยาวรู้หรือเปล่าว่า ป่าไม้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ลองเล่าให้ฟังหน่อยซิคะ”
 “เรื่องของป่าไม้...นั่นน่ะ ข้าก็พอรู้อยู่นะ ปู่ทวดของข้าเล่าให้ฟังเหมือนกันว่าก่อนที่พวกมนุษย์จะมีบ้านอยู่ ก็อาศัยอยู่ในป่านี่แหละ ส่วนเรื่องของป่าไม้เกิดขึ้นมารได้อย่างไรนั้น ปู่ทวดของข้าบอกว่า...
เมื่อก่อนป่าก็เป็นที่ว่างเปล่า ที่เป็นพื้นดินโล่ง ๆ แล้วหลังจากนั้นมีฝนตกลงมา ก็เกิดการสะสมของน้ำกลายเป็นแอ่งน้ำ เมื่อมีแอ่งน้ำก็มีพืชเล็ก ๆ เกิดขึ้นก่อน อย่างเช่น พวกสาหร่าย มอส ตะไคร่น้ำ แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้น มีการสะสมของซาก พืชที่ตายแล้วเป็นตะกอนหนาขึ้นทุกวัน กลายเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์จนมีไม้พุ่มเกิดขึ้นและก็มีไม้ยืนต้นเกิดตามขึ้นมาอีก ซึ่งต้องใช้เวลานานมาก ๆ หลายร้อยหลายพันล้านปีผ่านไปจึงกลายเป็นป่าใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์
เหมือนที่เราอยู่ แล้วปู่ทวดของข้ายังบอกอีกว่าป่ามีประโยชน์มากมายมหาศาล...

ป่าไม้ช่วยทำให้เกิดความชุ่มชื้น ช่วยทำให้ฝนตก ทำให้เกิดลม เป็นแหล่งออกซิเจนดูดซับอากาศพิษ ป่าไม้ช่วยกักเก็บน้ำไว้ ช่วยไม่ให้ดินพังทลาย เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ และเป็นแหล่งอาหาร”
 “ข้าจะถามพวกเจ้าบ้างล่ะ เจ้ากระรอกตัวน้อย ๆ ทั้งหลาย ข้าเป็นห่วงพวกเจ้าเหลือเกินนะ ต่อไปถ้าป่าไม้ถูกทำลายลงไปหมด แล้วพวกเจ้าจะไปอยู่ที่ไหนกัน
 “ไม่รู้ซิ แล้วทำไมต้องทำลายป่าด้วยล่ะ คุณปู่หนวดยาว”
 “ก็พวกมนุษย์นั่นแหละ เพิ่มจำนวนมากขึ้น ๆ ก็มารุกรานพืนที่ของสัตว์ป่าอย่างเรา ในสมัยก่อนนั้น มนุษย์ทำลายป่าเพื่อใช้พื้นดินในการทำการเกษตรกรรม ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหาร ใช้สร้างที่อยู่อาศัย

ถ้าต้นไม้และป่าหมดลงไปเรื่อยๆ นอกจากพวกเราจะไม่มีที่อยู่อาศัยแล้วนะ การทำลายป่ายังทำให้พื้นดินที่เคยชุ่มชื้นนั้นแห้งแล้ง อากาศเย็นก็จะกลายเป็นร้อนอบอ้าว ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล
ในปัจจุบันพื้นที่ป่าที่เคยปกคลาแผ่นดินที่เขียวชอุ่มได้ถูกทำลายลงอย่างมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำ และพืช ให้ขาดความสมดุล ดินชั้นบนที่อุดมสมบูรณ์ที่สะสมกันมาเป็นเวลาหลายพันปี จะถูกซะล้างทำลาย และลดความอุดมสมบูรณ์ไปเรื่อย ๆ เมื่อฝนตกหนัก ๆ ก็ไม่มีป่าไม้ดูดซับน้ำไว้ นำจึงท่วมอย่างรวดเร็ว

นอกจากทำลายป่าแล้ว มนุษย์ก็ยังชอบปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ ลำธาร ทำให้ปลาที่เคยมีชีวิตอยู่ต้องตายไป สัตว์น้ำต่าง ๆ ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ จนอาจสูญพันธุ์ไปได้ แล้วมนุษย์ก็ยังทำให้อากาศเสีย ด้วยการปล่อยควันพิษจากยานพาหนะ และจากโรงงานอุตสาหกรรม หากไม่ช่วยกันรักษาไว้สิ่งที่เคยมี เคยเห็น หรือเคยอยู่อย่างสุขสบาย และสวยงาม ก็อาจจะหมดไปได้
 “ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากพวกเจ้า”
 “คุณปู่หนวดยาว จะฝากอะไรกับพวกเราล่ะ”
 “เรื่องที่ข้าจะฝากพวกเจ้าก็คือ...ช่วยกันดูแลป่าของเราให้ดี ๆ นะ ข้าไม่อยากเห็นป่าที่เราอาศัยมานานโดนทำลายไป”
 “พวกเราสัญญาว่าจะดูแลป่า และต้นไม้ที่นี่ครับ คุณปู่หนวดยาว” เจ้ากระรอกตัวจ้อยหางแดงตอบรับ และหวังว่าโลกแสนสุขของเหล่ากระรอกจะได้มีอยู่ไปอีกนาน ๆ
 “แล้วคุรปู่ไม่อยู่ดูแลด้วยเหรอคะ”
 “ข้าแก่มากแล้ว อีกไม่นานก็คงจต้องจากไปแล้วล่ะ”
 “และแล้วหลังจากวันนั้นอีกไม่นาน ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง คุณปู่หนวดยาวก็ได้หายตัวไป ไม่เคยมีเจ้ากระรอกตัวไหนเห็นคุณปู่หนวดยาวอีกเลย

มีเพียงแต่ขอนไม้ใหญ่ที่ว่างเปล่าใต้ต้นมะม่วงป่า...ที่เหลือไว้ให้เจ้ากระรอกเด็ก ๆ ได้มาวิ่งเล่น และมานั่งพูดคุยกันเวลาที่คิดถึงคุณปู่หนวดยาว


ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 
 
 
 
  ที่มา:  คลิกที่นี่  
Language:
Access มุมสมาชิก
 
   Access to management
User
Password
ประเภท
 
 
โรงเรียนในสังกัด
 โรงเรียนชุมชนบ้านฝาง
 โรงเรียนหนองชาดพิทยาคม
 โรงเรียนห้วยหว้าวิทยาคม
 โรงเรียนคำหัวช้าง โนนตุ่น ป่ามะนาว
 โรงเรียนไตรมิตรวิทยาคาร
 โรงเรียนบ้านหนองคลอง
 โรงเรียนแดงราษฎร์สามัคคี
 โรงเรียนโนนฆ้องวิทยาคาร
 โรงเรียนแก่นเท่าพัฒนศึกษา
 โรงเรียนหนองแวงคุรุราษฎร์รังสรร
 โรงเรียนหินกองวิทยา
 โรงเรียนหินตั้งหนองอีเลิง
 โรงเรียนบ้านเขื่อนกระพี้ศึกษา
 โรงเรียนบ้านค้อ
 โรงเรียนบ้านกระเดื่อง
 โรงเรียนหินฮาวคุรุประชาสรรค์
 โรงเรียนพงษ์ภิญโญ 2
 โรงเรียนบ้านวังโพน
Exchange

 
ราคาน้ำมันวันนี้

 
Date & Time
 
Check Post
 
Statistic & Counter

ขณะนี้ออนไลน์: 1 คน

สถิติวันนี้:      1 คน

สถิติเดือนนี้:   23 คน

สถิติปีนี้:        23 คน

สถิติทั้งหมด: 692 คน